การจัดการชั้นเรียน

การจัดการชั้นเรียน รหัสวิชา 1063101
อาจารย์ผู้สอน อ.อภิชาติ วัชรพันธุ์

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 14

ให้นักศึกษาศึกษา Power point  แล้วตอบคำถาม
การจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายโดยใช้เครื่องมือ Mind Mapping  สอนอย่างไร ? ดีอย่างไร? ยกตัวอย่างประกอบ  วิธีการสอนโดยใช้เครื่องมือหมวก 6ใบกับโครงงานแตกต่างกันอย่างไร?
            ตอบ Mind Mapping  เป็นแผนที่ความคิดที่อัจฉริยะ เปรียบเสมือนลายแทงที่นำไปสู่       การจดจำ การเรียบเรียง การจัดระเบียบข้อมูลตามธรรมชาติ การทำงานของสมองตั้งแต่ต้น นั่นหมายความว่า การจำและฟื้นความจำ หรือการเรียกข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้ในภายหลัง จะทำได้ง่าย และมีความถูกต้องแม่นยำกว่าการใช้เทคนิคการจดบันทึกแบบเดิม
วิธีการทำ Mind Mapping 
๑.เตรียมกระดาษเปล่าที่ไม่มีเส้นบรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน
๒. วาดภาพสีหรือเขียนคำหรือข้อความที่สื่อหรือแสดงถึงเรื่องจะทำ Mind Map กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สีอย่างน้อย 3 สี และต้องไม่ตีกรอบด้วยรูปทรงเรขาคณิต
๓. คิดถึงหัวเรื่องสำคัญที่เป็นส่วนประกอบของเรื่องที่ทำ Mind Map โดยให้เขียนเป็นคำ  ที่มีลักษณะเป็นหน่วย หรือเป็นคำสำคัญ (Key Word) สั้น ๆ ที่มีความหมาย บนเส้น ซึ่งเส้นแต่ละเส้นจะต้องแตกออกมาจากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิ่ง
๔.แตกความคิดของหัวเรื่องสำคัญแต่ละเรื่องในข้อ 3 ออกเป็นกิ่ง ๆ หลายกิ่ง โดยเขียนคำหรือวลีบนเส้นที่แตกออกไป ลักษณะของกิ่งควรเอนไม่เกิน 60 องศา
๕. แตกความคิดรองลงไปที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละกิ่ง ในข้อ 4 โดยเขียนคำหรือวลีเส้นที่แตกออกไป ซึ่งสามารถแตกความคิดออกไปเรื่อยๆ
                                    ๖.การเขียนคำ ควรเขียนด้วยคำที่เป็นคำสำคัญ (Key Word) หรือคำหลัก หรือเป็นวลีที่มีความหมายชัดเจน           
๗.คำ วลี สัญลักษณ์ หรือรูปภาพใดที่ต้องการเน้น อาจใช้วิธีการทำให้เด่น เช่น การล้อมกรอบ หรือใส่กล่อง เป็นต้น
๘.ตกแต่ง Mind Map ที่เขียนด้วยความสนุกสนานทั้งภาพและแนวคิดที่เชื่อมโยงต่อกัน




 ข้อดีของ Mind Mapping 
๑.ทำให้เห็นภาพรวมกว้าง ๆ ของหัวข้อใหญ่ หรือขอบเขตของเรื่อง
๒.ทำให้สามารถวางแผนเส้นทางหรือตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเพราะรู้ว่าตรงไหนกำลังจะไปไหนหรือผ่านอะไรบ้าง
๓.สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากลงไว้ในกระดาษแผ่นเดียวกัน
๔.กระตุ้นให้คิดแก้ไขปัญหาโดยเปิดโอกาสให้มองเห็นวิธีใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์
๕.สร้างความเพลิดเพลินในการอ่านและง่ายต่อการจดจำ

วิธีการสอนโดยใช้ หมวก 6 ใบ
วิธีการสอนโดยใช้ หมวก 6 ใบ ทำให้เด็กได้รับความรู้และทดลองฝึกปฎิบัติวิธีการคิดที่หลากหลาย ทำให้ทราบว่า เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง เราสามารถมีวิธีการคิด หรือมุมมองในเรื่องเดียวกันนั้น ได้หลายแบบ แล้วแต่ว่า คุณคิดโดยใช้หมวกสีใด ซึ่งหมวก 6 ใบ ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยการคิดอย่างมีประสิทธิภาพได้ค่ะ.
ส่วนวิธีการสอนแบบโครงงาน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน  เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของผู้เรียนอย่างลุ่มลึก  โดยผ่านกระบวนและการหลัก คือ กระบวนการแก้ปัญหา การทำงานอย่างมีระบบ  มีขั้นตอน การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีฝึกวิเคราะห์  และประเมินตนเอง ทั้งหมดนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง  จึงเป็นการเรียนรู้จากการได้มีประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้
            สรุปได้ว่า วิธีการสอนแบบหมวก 6 ใบ นั้นสอนวิธีคิดจากหลาย ๆ ความคิด และวิธีสอนแบบโครงงาน  สอนให้เด็กคิดแบบเห็นประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้

กิจกรรมที่ 13

1) ในปัจจุบัน เด็กไทย(รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีสุขนิสัยที่ดี ในเรื่องพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมสุขภาพ ที่เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
ตอบไม่เหมาะสม เพราะว่า เด็กไทยเรามักจะมีปัญหาโภชนาการ (อาหาร) แบบไม่สมดุล คือ บางอย่างมากไป บางอย่างน้อยไปอาหารกลุ่มที่ "มากไป"  มักจะเป็นกลุ่มให้กำลังงาน (คาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง-น้ำตาล ไขมัน และโปรตีน) อาหารกลุ่มที่ "น้อยไป" มักจะเป็นกลุ่มผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) และแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียม กรมอนามัยจัดทำคำแนะนำง่ายๆ สำหรับเด็กไทย โดยการแบ่งอาหารเป็นหมวดหมู่ง่ายๆ อ่านแล้วนำไปใช้ได้เลย ผู้ใหญ่ที่ออกแรง-ออกกำลังมากหน่อยก็นำคำแนะนำนี้ไปใช้ได้ แต่ถ้าออกแรง-ออกกำลังน้อย... ควรกินอาหารกลุ่ม "ข้าว-แป้ง" ให้น้อยลงหน่อย
และที่สำคัญก็คือเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่รับประทานอาหารเช้าทั้งที่อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเมื้อหนึ่งโดยอาหารเช้าเป็นการ เติมพลังงานแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ อาหารเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญที่สุด เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ทำให้ไม่มีพลังงานไปเลี้ยงสมอง การละเลยอาหารเช้าจะทำให้หงุดหงิดอารมณ์เสีย เครียด อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็กไม่ควรละเลยอาหารเช้า เพราะจะทำให้มีผลต่อการเรียนรู้และความจำ โดยอาหารเช้าที่เหมาะสมควรมีพลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 ของปริมาณที่ควรได้รับตลอดวัน
       2) ในปัจจุบันเด็กไทย(รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีกีฬาประจำตัว มีปฏิทินการออกกำลังกาย และได้ออกกำลังกายตามปฏิทินอย่างจริงจัง มากน้อยเพียงใด(ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล แพทย์ไทย มักจะถาม     คำถามว่า “มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง” แต่ไม่เคยถามว่า “หนู มีกีฬาประจำตัวหรือไม่ มีปฏิทินออก   กำลังกายไหม)
ตอบ น้อย  ในปัจจุบันนั้นการออกกำลังกายของเด็กไทยนั้นค่อนข้างจะน้อยมาก มีบางส่วนที่ได้ออกกำลังกายบ้างในตอนเย็น  เช่น การแตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ เล่นแบดบินตัน  ว่ายน้ำ นั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น แต่ปัจจัยหลักก็มีอยู่หลายอย่าง


 3) เด็กไทยมีความสามารถในการบริหารสุขภาพจิต การควบคุมอารมณ์ หรือการพัฒนาบุคลิกภาพหรือไม่ เพียงใด(ดูได้จากบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในทันทีที่มีการประกาศผลการแข่งขัน จะมี 1 ทีมที่ร้องให้ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้) 
ตอบ เด็กแต่ละคนควบคุมตนเองได้ดีไม่เท่ากันอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการเรียนรู้ในวัยเด็กและสิ่งแวดล้อมภายในครอบครัว  การเลี้ยงดูที่เหมาะสมสามารถช่วยกล่อมเกลาและการควบคุมอารมณ์ด้านลบของเด็กได้ พร้อมกับส่งเสริมอารมณ์ด้านบวกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น แต่หากเด็กที่มีพื้นฐานของอารมณ์ไม่ดีแล้วไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้นกลายเป็นนิสัยถาวร ไร้การควบคุม ส่วนเด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันอยู่เสมอจะกลายเป็นเด็กอารมณ์ร้ายและมีอีคิวต่ำ  นอกจากนี้วิธีการเลี้ยงดูเด็กก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก
7) โรงเรียนมีการพัฒนารายวิชา(วิชาเลือก/วิชาเพิ่มเติม) ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต ฯลฯ หรือไม่(หลักสูตรประเทศสิงค์โปร์ เด็กอนุบาล ต้องเรียนวิชา “การควบคุมอารมณ์”)
ตอบ ทางโรงเรียนจะมีการพัฒนารายวิชา(วิชาเลือก/วิชาเพิ่มเติม) ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต  โดยจะสอดแทรกเอาไว้ในกิจกรรมของวิชานั้นๆ  ให้นักเรียนได้ปฏิบัติ  เช่น
-การฝึกทำงานเป็นกลุ่ม
-การฝึกสมาธิ  เป็นต้น
 8) โรงเรียนมีการประเมินมาตรฐานด้าน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เป็นระยะ ๆ อย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด
ตอบ โรงเรียนจะประเมินมาตรฐานด้าน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เป็นระยะ ๆได้ โดยสังเกตจากพฤติกรรมของเด็ก เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพการศึกษา  และนำมาประเมินว่าโรงเรียนมีมาตรฐานด้านนั้นๆ มากน้อยเพียงใด
 9) โรงเรียนมีแบบประเมิน/แบบสังเกตภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิตของนักเรียน เพื่อครูประจำชั้น และ พ่อแม่ใช้ในการสังเกต-ประเมินนักเรียนในความรับผิดชอบ หรือบุตรหลานของตนเอง หรือไม่ ฯลฯ
ตอบ มี  เพื่อนำมาใช้ในการสังเกตและประเมินนักเรียนว่ามีภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิตเป็นเช่นไร  จะได้ดำเนินการช่วยเหลือ  สนับสนุน  หรือหาทางแก้ไขได้ต่อไป  เช่น
 ระบบประเมินสุขภาพด้วยตนเองสำหรับนักเรียน เพื่อให้นักเรีย และผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพของบุตรหลานที่มีอายุอยู่ระหว่าง 10-18 ปี สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสุขภาพของตนเองว่ามีภาวะสุขภาพที่ดี หรือมีความผิดปกติ ตลอดจนมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือความเจ็บป่วยในเรื่องต่างๆ รวม 8 เรื่องหรือไม่ คือ
-ความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า
-ภาวะการเจริญเติบโต
-โรคหรือความผิดปกติของร่างกาย
-ภาวะสายตาและการได้ยิน
-ความสุข
-สมรรถภาพทางกาย
-พฤติกรรมการบริโภคอาหาร
-พฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องอุบัติเหตุ

กิจกรรมที่ 12

                ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2554 หลักสูตรสังคมศึกษาได้จัดทัศนศึกษาภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการบูรณาการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กิจกรรมทัศนศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้  ให้นักศึกษาเล่าบรรยากาศ การเดินทาง สิ่งที่พบและเกิดองค์ความรู้ใหม่ ลงในบล็อกของนักศึกษาและนำเสนอ    ผลงานของนักศึกษาเป็นรายบุคคล เป็นโปรแกรม Slide.com หรือโปรแกรมนำเสนออื่น ๆ ให้นำมาใส่ลงบล็อกของนักศึกษา  และสำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้ไปทัศนศึกษาให้นำเสนอว่าในช่วงเวลาดังกล่าว นักศึกษาทำกิจกรรมอะไร ได้องค์ความรู้อะไร สรุปเขียนลงในบล็อก และนำเสนอผลงานที่นักศึกษาได้ทำ ทำเป็น Slide.com หรือโปรแกรมนำเสนออื่น ๆ ลงในบล็อกของนักศึกษาเช่นกัน
  สรุปงานนักศึกษาจะมี 2 ชิ้น คือ
1) สรุปเล่าเหตุการณ์การเดินทางและองค์ความรู้ที่พบลงนบล็อกของนักศึกษา 
 2) นำเสนอรูปภาพมีคำบรรยายประกอบรูปภาพ ลงในโปรแกรม Slide.com หรือโปรแกรมอื่น ๆ
ในกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการศึกษานอกสถานที่ นักเรียนต้องออกแบบเก็บข้อมูลให้ละเอียดมากที่สุด
ตอบ กิจกรรมที่ ดิฉันได้ทำและมีความภาคภูมิใจที่สุด ในระหว่างวันที่17 – 23 มกราคม 2554 คือการสร้างแบบฝึกทักษะ  การอ่านและเขียนคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เป็นแบบฝึกทักษะเล่มแรกที่ดิฉันได้ทำ อีกทั้งยังแบบฝึกที่มีความน่าสนใจมาก  มีรูปแบบในการจัดเข้าเล่มที่สวยงาม พร้อมทั้งเนื้อหาครบสมบูรณ์ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มีรูปภาพประกอบกับเนื้อหาที่สวยงาม ดิฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าเด็ก ๆ ได้ทดลองทำแบบฝึกของดิฉันเด็ก ๆ จะมีการใฝ่รู้ใฝ่เรียน และมีประสิทธิ์ภาพในการเรียนวิชาภาษาไทยมากยิ่งขึ้น

 

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 11

การกำหนดมาตรฐานคุณภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ครูจะต้องทำกิจกรรม 7 อย่างคือ 1) การวิเคราะห์หลักสูตร 2) การวิเคราะห์ผู้เรียน 3) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย  4) การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน  5) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ 6) การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปีรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ  7) การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและการสอนของตน
      จากประเด็นดังกล่าว นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  (ข้อสอบ 20 คะแนน) ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้


หัวใจสำคัญสำคัญของหลักสูตร
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม  มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ  การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต  โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ

จุดมุ่งหมายสำคัญที่ผู้เรียนต้องมี
1. มีคุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง   มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ  ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา  การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก   ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปก    ครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
             5.  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย   การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม   มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
                  1. มีความสามารถในการสื่อสาร
                  2. มีความสามารถในการคิด
                        3. มีความสามารถในการแก้ปัญหา
                  4. มีความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
                  5. มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

คุณลักษณะของผู้เรียน
            - รู้จักการยอมรับ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ
            - มีความกระตือรือร้น กล้าแสดงความคิดเห็น กล้านำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น
            - แสวงหาความรู้คำตอบอย่างมีเหตุผล



การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย
การจัดการเรียนรู้แบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการทางปัญญาระดับสูงที่ใช้กระบวนการทางความคิดหลาย ๆ อย่างมารวมกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น โดยมีอิสรภาพทางความคิด
แนวคิดสำคัญของความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางปัญญาระดับสูงที่ใช้กระบวนการทางความคิดหลายๆ อย่างมารวมกัน ประกอบด้วย                    
-  ความคิดคล่องแคล่ว                          
 -  ความคิดยืดหยุ่น                                            
             -  ความคิดริเริ่ม                                                
 -  ความคิดละเอียดลออ

        แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
         หน่วย  การอ่านคำควบกล้ำ   ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5
                         เรื่อง คำควบกล้ำ   เวลา 2 ชั่วโมง
สาระสำคัญ
     การออกเสียงควบกล้ำได้ถูกต้อง ชัดเจน มีผลทำให้การติดต่อสื่อสารได้ตรงตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. จำแนกประเภทของคำควบกล้ำแท้ และไม่แท้และออกเสียงได้ถูกต้อง ชัดเจน
2. บอกผลดี ผลเสียของการอ่านออกเสียง  ควบกล้ำที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน
3. เลือกคำควบกล้ำนำไปใช้ในการเขียนรูปแบบต่างๆ เชิงสร้างสรรค์ได้
สาระการเรียนรู้
- ลักษณะของคำควบกล้ำ
- คำควบกล้ำแท้  / คำควบกล้ำไม่แท้
กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นสร้างความตระหนัก
            1. สนุกกับเพลง ร , ล
เพลง  ร,ล
            เอ้อระเหยลอยมา    ลอยมาแล้วก็ลอยไป   วันนี้เรามาสนุก เรามีความสุขกับภาษาไทย  ตัว  ร  นั้นอยู่ข้างหน้า   สระ  อา  ตามมา  อ่านว่าอย่างไร   ตัว  ล  นั้นอยู่ข้างหน้า     สระ  อา  ตามมา  อ่านว่าอย่างไร   ตัว  ป  ตัว  ล  สระ  อา  เธอจ๊ะ  เธอจ๋า  อ่านมาเร็วไว พวงเจ้าเอ๋ยลำไยอ่านภาษาไทยให้ถูกต้องเอย
2. ผู้เรียนเล่นเกม “น้ำขึ้น น้ำลง” เพื่อสังเกตและจำแนกเสียง โดยผู้สอนพูดเป็นคำๆ เช่น ถ้าผู้สอนพูด
                        คำว่า “รัก” ผู้เรียนยืนขึ้น
                        คำว่า “ลัก” ผู้เรียนนั่งลง
ขั้นระดมพลังความคิด
3. ให้ผู้เรียนหาคำที่มีพยัญชนะต้นเป็นตัว  ร  ล  ว  ให้มากที่สุดภายในเวลาที่กำหนดให้  ทำในใบงานหรือเขียนบนกระดานแข่งขันเป็นเกม  มีคะแนนเป็นตัวกระตุ้นและเสริมแรง
4. แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มๆ เพื่อสังเกตคำควบกล้ำ  จากแถบบัตรคำที่ผู้สอนแจกให้ ต่อไปนี้
                        ขวา     ขา       วา                                ครัว     รัว       คัว
                        กวาง   กาง     วาง                             ปลา    ปา       ลา

คำควบกล้ำแท้
คำควบกล้ำไม่แท้
กราย
ปลิง
           กว้าง
ทราย
จริง
           สร้าง

ผู้สอน ผู้เรียนสนทนา  อภิปรายเพื่อนำไปสู่คำควบกล้ำตามประเด็น ต่อไปนี้
- ลักษณะของคำ
- การออกเสียงแต่ละคำ ฯลฯ
5. ผู้เรียนเปรียบเทียบคำควบกล้ำแท้  และไม่แท้  จากแผนภูมิว่ามีเสียงแตกต่างกันอย่างไร
6. ผู้เรียนร่วมกันสรุปลักษณะของคำควบกล้ำแท้และคำควบกล้ำไม่แท้
7. ผู้เรียนแต่ละคนค้นหาคำควบกล้ำในหนังสือ และจดบันทึก
ขั้นสร้างสรรค์ชิ้นงาน
            ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม  เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน เช่น  หนังสือเล่ม เล็ก  แผ่นพับ ฯลฯ  กลุ่มละ 1 ชิ้นงาน  ดังนี้  แต่งประโยค เขียนนิทาน เขียนบทร้อยกรอง ปริศนาคำทาย
ขั้นนำเสนอผลงาน
8. ผู้เรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน  เพื่อให้เพื่อนร่วมวิพากษ์  วิจารณ์  และปรับปรุงผลงานให้สมบูรณ์
ขั้นการวัดและประเมินผล
9. ผู้สอนและเพื่อนนักเรียนร่วมกันประเมินผลงานที่นำเสนอ
ขั้นเผยแพร่ผลงาน
10. ผู้เรียนนำเสนอผลงานจัดนิทรรศการ  จัดแสดงป้ายนิเทศ  นำผลงานไปอ่านตามที่ต่างๆ นำผลงานไปให้ พ่อ  แม่  ผู้ปกครอง ชื่นชมหรือนำผลงานไปลงวารสารของโรงเรียน
สื่อการสอน
1. สื่อการสอน
2ใบความรู้หนังสือเรียน
3.เพลง
ตัวอย่างคำควบกล้ำแท้  หมวด  ก  ควบ  ร 










แบบทดสอบหลังเรียน
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกข้อที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดเป็นคำควบกล้ำทุกตัว
ก.ปลากรอบ กล้วย
ข.ขรุขระ จริง
ค.ครอบครัว พุทรา
ง.เศร้าโศก ต้นไทร
2. ข้อใดมีคำควบกล้วมากที่สุด
ก.เสียงนกแขวกร้องน่ากลัว
ข.บ้านเรือนสกปรกรกรุงรังดูไม่เรียบร้อย
ค.โจรผู้ร้ายขโมยแหวนเพชรแล้ววิ่งหนีไป
ง.ครอบครัวของฉันมีที่ดินกว้างขวางปลูกแตงกวาได้เงินแสนกว่า
3. ข้อใดเป้นคำควบกล้ำแท้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการันต์
ก.ไม้จันทน์
ข.วันอาทิตย์
ค.วันจันทร์
ง.วันเสาร์
4. ข้อใดต่างจากพวก
ก.คลี่คลาย
ข.ตริตรอง
ค.ปราบปราม
ง.ศรัทธา
5. ข้อใดเป็นคำควบกล้ำไม่แท้
ก.ปรับปรุง คุณครู
ข.ประตู ประโยชน์
ค.หาดทราย อินทรี
ง.พระสงฆ์ ครวจตรา
6. ข้อใดต่างจากพวก
ก.อาศรม
ข.ปราศรัย
ค.ทรามวัย
ง.ไม้กวาด
7. ข้อใดมีคำควบกล้ำไม่แท้
ก.บัวในสระมีดอกสวยงาม
ข.ดอกไม้บานสะพรั่นในสวนหลวง ร. 9
ค.ครอบครัวฉันไปเที่ยวที่เขาดินวนา
ง.พระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุกเช้า
8. ข้อใดต่างจากพวก
ก.แทรก
ข.พุทรา
ค.จันทรา
ง.เศร้าโศก
9. ข้อใดอ่านคำควบกล้ำไม่ถูก
ก.จริง อ่านว่า จริง
ข.ขรุขระ อ่านว่า ขรุ - ขระ
ค.ทรงศรี อ่านว่า ซง - สี
ง.แตงกวา อ่านว่า แตง กวา

10. " เขาพยายามปรับปรุงตัวเองโดยเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวในรูปแบบใหม่ " มีคำควบกล้ำกี่คำ
ก. 1 คำ
ข. 2 คำ
ค. 3 คำ
ง. 4 คำ

ตัวอย่างแบบบันทึกการอธิบาย
ความหมายและการออกเสียงคำควบกล้ำ
(จุดประสงค์ข้อที่
1)
ชื่อ...........................................................................ชื่อกลุ่ม.........................................
คำควบกล้ำ
บอกความหมายและ      ออกเสียงได้ถูกต้อง
ผลการทำกิจกรรม
พอใจ
ไม่น่าพอใจ

ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน
ตัวอย่างแบบบันทึก
ลักษณะคำควบแท้และควบไม่แท้
(ประเมินจุดประสงค์ข้อที่ 1)

ชื่อกลุ่ม
อธิบายลักษณะของ
สรุป
หมายเหตุ
คำควบแท้
คำควบไม่แท้

ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน
ตัวอย่างแบบประเมินผลงานที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ
(จุดประสงค์ข้อ 3)
           
หัวข้อประเมิน
คะแนน
     ผู้ให้
เต็ม
ครู
กลุ่มตนเอง
กลุ่มเพื่อน
1.คำควบกล้ำที่นำเสนอเขียนถูกต้อง
2. การออกเสียงคำควบกล้ำถูกต้อง
3.ผลงานออกแบบเหมาะสมกับคำควบกล้ำ
4.ทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
รวม

ลงชื่อ........................................................ผู้ประเมิน
ตัวอย่างแบบประเมินผลงานการเขียนเรื่องจากจินตนาการ

ที่
ชื่อ-สกุล
รายการประเมิน
รวม
หมายเหตุ
เนื้อหาเหมาะสมกับงาน
ออกแบบชิ้นงานอย่างสร้างสรรค์
การใช้ภาษาเหมาะสม
งานสะอาด เรียบร้อย
3
3
2
2
10

ใบงาน

ให้นักเรียนหาคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว ร , ล , ว ให้ได้มากที่สุด
ในเวลา
  3 นาที และฝึกออกเสียง
ร
ล
ว
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………..
…………………………...

ชื่อ………………………………………….ชั้น…………………..โรงเรียน…………………….....................................................
                                                                               
ตัวอย่างสื่อ       เพื่อฝึกออกเสียงคำควบกล้ำ / การสร้างคำ
          1.  ใช้กระดาษแข็ง  เช่น  กระดาษการ์ดสี  ตัดเป็นแผ่น      ม้วนให้เป็นรูปกรวย           สำหรับสวมนิ้วมือ
          2.  เขียนพยัญชนะ / สระ  ในกระดาษ    แล้วทำไปติดที่               สวมนิ้วมือเพื่อฝึกออกเสียง
นักเรียนควรสร้างกรอบพยัญชนะ / สระ หลาย ๆ ชิ้นเพื่อฝึกการออกเสียง
 
 
แบบบันทึก
คำควบกล้ำ / คำอื่น ๆ
ประเมินด้วยตนเอง 
สามารถออกเสียงได้
ถูกต้อง
ไม่ถูกต้อง
ไม่แน่ใจ
กราบ
รา
ราก
กร
กบ

งานวิจัย
นายคมธัช  รัตนคช (2551)ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ก่อนและหลังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ
            กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์   สำนักงานเขตบางเขน  กรุงเทพฯ   ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียนสำหรับทดลอง จำนวน 30 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-testผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีประสิทธิภาพ 80.75/80.67 และ 2) คะแนนทดสอบของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05